ผิวขาวฉบับไตรภาค ( ภาคที่3 ขาวจั๊วด้วยกรดเรทิโนอิก )

October 17th, 2011

กรดเรทิโนอิก( Retinoic ) หรือที่รู้จักกันในชื่อว่า”กรดวิตามินเอ ” ที่จริงแล้วกรดวิตามินเอนั้นไม่ได้เป็นสารต้องห้ามแต่อย่างไดนะคะ แต่มีสถานะเป็นยาไม่ใช่เครื่องสำอาง และเป็นยาที่ต้องควบคุมความเข้มข้น ส่วนมากแล้วคนที่ใช้สารชนิดนี้มักจะมีปัญหาสภาพผิวหน้าไม่สดใส ผิวหน้ามันหมองคล้ำ รูขุมขนกว้าง มีจุดด่างดำ สิวบุก ทั้งสิวอุดตัน สิวอักเสบ สิวเสี้ยน สรุปถ้ามีปัญหาแบบนี้ก็เข้าสมาคมได้เลยค่ะ

ที่จริงแล้วกรดวิตามินเอนั้นก็มีข้อดีหลายอย่างค่ะ แต่ก็มีข้อเสียหรือผลข้างเคียงด้วยเช่นกัน กรดวิตามินเอ มีคุณสมบัติในการลดริ้วรอยเส้นเล็กบนใบหน้าผิวจะเรียบเนียนขึ้นช่วยให้หน้าขาวขึ้นด้วย และกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนในชั้นผิวได้เป็นอย่างดี ช่วยรักษาอาการผิดปกติที่ต่อมไขมันลดการสร้างน้ำมันในชั้นผิวซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดสิว เราจะเห็นว่าครีมที่ใช้รักษาสิวที่มีส่วนผสมของกรดวิตามินเอนั้น มีขายอยู่มากมายตามร้านขายยา และมีหลากหลายยี่ห้อ ยกตัวอย่างเช่น เรตินเอ (Retin-A)ส่วนความเข้มข้นก็จะอยู่ที่ 0.025% และ 0.05% ตามลำดับ แต่กว่าที่ใบหน้าจะขาวใสไร้สิวมาบุกนั้นมันต้องผ่านระยะทำใจก่อนนนะคะ เพราะการใช้กรดวิตามินเอนั้นมีผลข้างเคียงค่ะ คือในช่วงระยะแรกๆที่ใช้สารชนิดนี้สภาพผิวหน้าจะแห้งลอกรุนแรงอาจเป็นขุยหรือเป็นแผ่น อาจจะเกิดผลข้างเคียงคือทำให้มีอาการเหมือนแพ้แดดในบริเวณที่ทา ร้อนและแสบหน้าเวลาโดนแดด ดังนั้นจึงจำเป็นต้องใช้ครีมกันแดดปกป้องผิวอย่างสม่ำเสมอเพราะผิวจะไวต่อแสง เนื่องจากกรดวิตามินเอนั้นสลายตัวได้ง่ายโดยเฉพาะกับแสงแดด ดังนั้นจึงควรใช้ทาผิวในเวลกลางคืนก่อนนอนเท่านั้น ที่สำคัญในช่วง1-2 สัปดาห์แรกที่ใช้จะเกิดอาการสิวเห่ออย่างแรงค่ะ หน้าลอกแดงแห้งเป็นขุย สักระยะหนึ่งอาการเหล่านี้ก็จะทุเลาลงไปเอง การใช้สารชนิดนี้ไม่ควรใช้ต่อเนื่องยาวนานนะคะ ระยะเวลาในการรักษาใช้ระยะเวลาประมาณ 10 สปดาห์ ควรหยุดใช้เมื่อสภาพผิวดีขึ้นแล้ว แต่ก็ยังจำเป็นต้องใช้ครีมกันแดดอย่างต่อเนื่องนะคะ

ถึงแม้ว่ากรดวิตามินเอจะไม่เป็นอันตรายและมีข้อดีมากกว่าข้อเสียก็จริงค่ะ แต่สำหรับบางคนอาจไม่ค่อยชอบใจนักเพราะว่าหน้าเยินก่อนสวย แถมยังแต่งหน้าทาแป้งไม่ได้ในช่วงที่รักษาด้วยสารชนิดนี้ มีทางเลือกทดแทนค่ะ คือ วิตามินซี(Vitamin-C) ลองพิจารณาชนิดที่คุณภาพสูงเช่น Vitamin-C PMG ,AA2G,ENB เพราะวิตามินซีนั้นมีหลายเกรดนะคะต้องเลือกใช้ที่คุณภาพสูงค่ะถึงแม้ราคาจะสูงไปนิดแต่รับรองว่าคุ้มค่าแน่นอน เพราะวิตามินซีนั้นมีข้อดีหลายอย่าง เช่น ลดการเกิดสิว ลดการทำงานของต่อมใขมันได้ดี เป็นสารปรับผิวขาวที่ปลอดภัย ไม่ทำให้เกิดอาการระคายเคืองเช่นไม่ลอกไม่แดงไม่ทำให้ผิวไวต่อแสง และจะยิ่งเสริมประสิทธิภาพถ้าหากใช้ร่วมกับวิตามินบี3 (Vitamin-B3) ถ้าเป็นชนิดNiacinamide จะยิ่งดีมากๆเลยค่ะ

ผิวขาวฉบับไตรภาค ( ภาคที่2 ขาวจั๊วด้วยสารไฮโดรควิโนน )

October 14th, 2011

สารไฮโดรควิโนน( Hydroquinone ) เป็นที่นิยมกันสุดๆไปเลยสำหรับ ครีมหน้าขาว ครีมรักษา ฝ้า กระ สารตัวนี้ก็จัดเป็นสารต้องห้ามอีกเหมือนกัน แต่ก็ยังมีการลักลอบใช้และลักลอบขายกันอยู่ ส่วนมากจบพบตามตลาดนัด ที่เป็นครีมตลับเล็กๆ ราคาก็ไม่ถึง 100 บาทอะค่ะ คอนเฟิร์มเลยค่ะ ร้อยละร้อย ครีมตลับเล็กๆที่เห็นขายกันเกลื่อนตามตลาดนัดนั้นมีสารสารไฮโดรควิโนน ชัวร์ โดยเฉพาะกับสาวโรงงานและแม่บ้านนิยมใช้กันมาก เพราะราคาถูกม๊ากๆ และก็เห็นผลเร็วสุดๆ แบบว่าทาครีมไป 7 วันหน้าขาวจั๊วเลย ฝ้ากระก็จางแบบทันตาเห็น แหม…รู้ทั้งรู้ว่ามันคืออะไรแต่มันก็น่าเสี่ยงใช้ซะจริงๆ

เอาละสาวที่ชอบเสี่ยงและชอบความขาวแบบด่วนพิเศษ ลองหันใบหน้างามๆมาฟังทางนี้กันหน่อยจ้า มาทำความรูจักสารไฮโดรควิโนนกันหน่อยนะ ว่ามันเป็นยังไง และเมื่อรับรู้แล้วจะตัดสินใจใช้ต่อไปหรือหยุดใช้ก็เลือกกันเอาเองนะคะ สารไฮโดรควิโนนมีฤทธิ์ยับยั้งการสร้างเม็ดสี จะทำให้เซลสร้างเม็ดสีตาย และเกิดผิวเป็นด่างขาวหรือเป็นฝ้าถาวร ทำให้เกิดการระคายเคืองหรือมีอาการผื่นผิวหนังอักเสบ มีผลข้างเคียงทั้งฉับพลันและสะสมถ้าใช้ไม่นานมักจะมีอาการหน้าแดงหรือแสบร้อน แต่ถ้ายิ่งใช้ไปนานๆใบหน้าก็จะก็จะยิ่งดำเข้มมากขึ้นหรือเกิดจุดด่างขาวประปราย ขอย้ำนะคะว่าเป็นด่างขาวไม่ใช่กลากเกลื้อน เพราะบริเวณที่เป็นด่างขาวนั้นเซลล์เม็ดสีจะถูกทำลายออกไป คราวนี้ละขาวกระดำกระด่างลายเป็นตุ๊กแกไม่รู้ด้วยนะถ้ายังไม่หยุดใช้กัน แต่ถ้าอยากรู้ว่าครีมหน้าขาวที่ใช้อยู่นั้นจะมีสารไฮโดรควิโนนอยู่หรือไม่ มีวิธีทดสอบแบบง่ายๆมาฝากค่ะ ป้ายครีมต้องสงสัยลงบนกระดาษขาวหรือกระดาษทิชชู่ก็ได้ค่ะ แล้วจึงละลายผงซักฟอกเอาแบบเข้มข้นเลยนะคะ แล้วจึงนำไปหยดลงบนครีมทิ้งไว้สักพัก ถ้าครีมนั้นไม่เปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลก็แสดงว่าปลอดภัย แต่ถ้าครีมเกิดการเปลี่ยนสีเป็นสีน้ำตาล ให้สงสัยไว้ก่อนเลยค่ะว่ามีสารอันตรายผสมอยู่

รู้แล้วชิมิ…ๆว่ามันเสี่ยงและอันตรายจริงๆค่ะ แต่ก็ยังมีทางเลือกอื่นๆอีกตั้งเยอะปลอดภัยกว่าด้วย ลองมาพิจารณาทางเลือกนี้ดูกันค่ะ สำหรับคนที่อยากใบหน้าสาวใส ไร้ฝ้า กระ และปลอดภัยจากสารต้องห้าม แอ่น.. แอน..แอ้น ก็คือ Alpha Arbutin และ Beta Arbutin เป็นสารปรับผิวขาวชนิดหนึ่งค่ะ สกัดมาจากพืช มีความปลอดภัยในการใช้ มีฤทธิ์ยับยั้งการสร้างเม็ดสีเมลานินในชั้นผิวได้ดี รับรองค่ะสวยไม่เสี่ยงชัวร์

ผิวขาวฉบับไตรภาค ( ภาคที่1 ขาวจั๊วด้วยสารปรอท )

October 9th, 2011

สารปรอท(Mercury Compund) ฮ๊อตฮิตติดอันดับ1 กันเลยค่ะ เป็นข่าวหน้าหนึ่งกันหลายครั้งมาแล้ว ล่าสุดก็เป็นลูกสาวนายตำรวจของประเทศเพื่อนบ้านเรานี่เอง(กัมพูชา) ขาวด่วนตายด่วน เพราะเธออยากผิวขาวสวยก่อนวันแต่งงาน ก็เลยไปซื้อครีมพอกผิวขาวเอามพอกตัวทิ้งไว้แค่ประมาณ2ชั่วโมงเองค่ะ ปรากฏว่าแน่นหน้าอก หายใจไม่ออก ก็เลยต้องหามตัวส่งเข้าโรงพยาบาล ผลการรักษาไม่รอดค่ะ มีอาการติดเชื้อในกระแสเลือด ตับ ไต หัวใจ วายหมด สรุปสาเหตุก่อนการตายว่า เพราะเธอไปซื้อครีมพอกผิวที่มีส่วนผสมของสารปรอทมาใช้นี่เอง ซึงครีมพวกนี้ส่วนมากก็จะนำเข้ามาจากประเทศเพื่อนบ้าน เช่น จีน เวียตนาม กัมพูชา บ้านเราก็มีเยอะแถวโรงเกลือ 

ณ ปัจจุนันนี้ สารปรอทจัดเป็นสารต้องห้าม คือห้ามนำสารชนิดนี้มาใช้ในผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง เพราะเป็นอันตรายต่อผู้บริโภค แต่ก็อย่างว่าแหละค่ะ เพราะบางทีรู้ทั้งรู้ว่ามันคืออะไร แต่ก็จะใช้อ่ะ ใครจะทำไม ก็คนมันอยากขาวด่วนนี่นา….

ยืนยันว่าสารปรอททำให้ผิวขาวได้เร็วจริงๆค่ะ แต่เป็นแค่ช่วงแรกๆที่ใช้นะคะเรียกว่าผิวขาววอกเหมือนจูออนกันเลยทีเดียว แล้วถ้ายังไม่หยุดใช้ และดันทุรังใช้กันต่อไป ผลที่ตามมามีดังนี้ค่ะ สภาพภายนอกร่างกาย ผิวจะบางลงไปเรื่อยๆ โดนแสงแดดไม่ได้ ดำเร็วกว่าปกติ ปวดแสบปวดร้อน ทำให้เกิดการแพ้ ผื่นแดง ผิวหน้าดำ เกิดการอักเสบ ผิวลอกรุนแรง ต่อมาเป็นสภาพภายในร่างกาย เกิดการสะสมพิษจากสารปรอทภายในร่างกาย ทำให้ทางเดินปัสสาวะอักเสบและไตอักเสบ ฯลฯ 

ใครๆก็อยากขาวกันทั้งนั้น ถ้าหากใช้สารชนิดนี้แล้วเกิดอาการแพ้ก็ให้หยุดใช้ทันทีค่ะ แล้วรีบไปพบแพทย์โดยเร็วไม่ต้องอายหมอนะคะ กราบเรียนคุณผู้หญิงที่อยากขาวทั้งหลาย อย่าลืมนะคะว่าทางเลือกอื่นยังมีอีกตั้งเยอะ อาจจะขาวไม่ด่วนทันใจแต่ก็ได้ผลและปลอดภัยกว่านะคะ (ไม่ตายเร็วด้วยค่ะ) ลองพิจารณาทางเลือกนี้ดูนะคะสำหรับคนที่อยากมีผิวกายขาวใสลองใช้ AHA70% Glycolic acid มันก็คือกรดผลไม้ชนิดหนึ่งซึ่งสกัดมาจากอ้อย ช่วยในเรื่องของการเร่งผลัดเซลล์ผิวและลดรอยคล้ำ รอยด่างดำได้ดีทีเดียว

ขาวใสอย่างปลอดภัย สวยได้โดยไม่ต้องพึ่งสารเคมี มาทางนี้เลยค่ะ

October 6th, 2011

คงต้องยอมรับกับกระแสนิยมของความขาวใส สไตล์เกาหลี ญี่ปุ่น ที่กำลังฮิตอินเทรนกันอยู่ในปัจจุบันนี้ ซึ่งทางเลือกนั้นมีหลายวิธี แต่มีวิธีที่อยากนำเสนอให้กับคนอยากขาวได้พิจารณาเพื่อเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยและได้ผลคุ้มค่าซึ่งไม่ใช่การกินเพื่อความขาว หรือการฉีดสารเพื่อความขาว แต่เป็นเทคนิคง่ายๆและไม่สิ้นเปลืองเลยค่ะ สามารถทำง่ายๆได้ด้วยตนเองที่บ้าน ขอแนะนำเป็นผิวหน้าขาวใสก่อนนะคะ

1.การทำทรีทเม้นท์ AHA (treatment AHA Glycolic acid )
2.สารปรับผิวขาวอัลฟ่าอาร์บูตินหรือ เบต้าอาร์บูติน (Alpha arbutin / Beta Arbutin)
3.ขาวใสอมชมพูด้วยวิตามินซี (Vitamin C-PMG) และ วิตามินบี3 (Vitamin B3 Niacinamide )

มาทำผิวหน้าขาวสวยด้วยตัวเองกันเลยค่ะ

1.ปรับสภาพผิวหน้าให้กระจ่างใสด้วยAHA15% หรือAHA30% ควรเลือกAHA Glycolic acid เพราะเป็นกรดผลไม้ชนิดที่สกัดมาจากอ้อย จะค่อนข้างอ่อนโยนกับผิวพรรณ และระคายเคืองน้อยกว่าAHAชนิดอื่นๆ วิธีใช้นั้นง่ายมั๊กๆค่ะ เพียงแค่ทำทรีทเม้นท์ผิวหน้าเพียงแค่สัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง เพื่อเร่งการผลัดเซลล์ผิวเก่าที่ตายไปแล้วให้หลุดออกและกระตุ้นการสร้างเซลล์ผิวใหม่ที่สดใสและแข็งแรงกว่าขึ้นมาทดแทน อีกทั้งยังช่วยขจัดสิวเสี้ยนและริ้วรอยล็กๆบนใบหน้าหรือรอยด่างดำสีผิวที่ไม่สม่ำเสมอกันได้เป็นอย่างดีอีกด้วยค่ะ

วิธีผลัดเซลล์ผิวด้วยAHA ทำง่ายมั๊กๆค่ะ

ถ้าผิวหน้าสกปรกหรือมีความมันควรทำความสะอาดก่อนนะคะ แล้วจึงทาAHA15%ที่ผิวหน้า ( เว้นรอบดวงตา ร่องจมูก รอบปาก ) สำหรับคนที่เคยทำทรีทเม้นท์ AHAเป็นประจำก็สามารถปรับความเข้มข้นเป็นAHA30%ได้ค่ะ แต่ถ้ายังไม่เคยใช้หรือมีสภาพผิวที่บอบบางก็ควรเริ่มที่เปอร์เซ็นต่ำๆไปก่อนนะคะ เมื่อทาเสร็จแล้วก็ทิ้งไว้ประมาณ 5 นาที แล้วจึงล้างทำความสะอาดผิวหน้าด้วยโฟมล้างหน้าหรือสบู่เหลวจนผิวสะอาด แล้วจึงทาครีมบำรุงผิวเพิ่มความชุ่มชื้นได้ตามปรกติ หลังการทำทรีทเม้นท์ผิว ผิวจะรับแสงได้ไว ดังนั้นจึงควรหลีกเลี่ยงแสงแดดจัด และควรทาครีมกันแดดที่มีค่า spf สูงๆอย่างสม่ำเสมอเพื่อปกป้องผิวจากแสงแดดและไม่ให้กลับไปคล้ำเร็ว แต่สิ่งที่ต้องควรระวังคือถ้าคุณเป็นโรคผิวหนัง หรือผิวมีบาดแผล หรือเป็นสิวอักเสบ ควรงดเว้นการทำทรีทเม้นท์ผิวนะคะรอให้หายสนิทก่อนแล้วค่อยทำก็ได้ค่ะ

2.บำรุงผิวตอนเช้าให้กระจ่างใสไร้รอยด่างดำด้วยอัลฟ่าอาร์บูตินหรือ เบต้าอาร์บูติน(Alpha arbutin / Beta Arbutin)
อาร์บูตินเป็นสารที่สกัดได้จากต้นเบียร์เบอรี่ มีประสิทธิภาพสูงมากในการลดเม็ดสีเมลานินในชั้นผิว และมีความปลอดภัยสูงมากในการใช้กับผิวพรรณ เพราะไม่ทำให้ผิวบาง ไม่ทำให้ผิวไวต่อแสง ไม่กร่อนผิว สามารถปรับสีผิวให้ขาวสดใสได้ในเวลาอันรวดเร็ว ลดฝ้า กระ และรอยคล้ำรอยด่างดำได้อย่างดี นิยมใช้มากสำหรับคนที่มีปัญหา ฝ้า กระ รอยด่างดำและคนที่สีผิวไม่สม่ำเสมอ สำหรับการใช้ Arbutin เพื่อให้ได้ผลดีและมีประสิทธิภาพแนะนำให้ใช้แบบความเข้มข้นสูง ถ้าเป็นชนิดผงสกัดได้ก็ยิ่งดี แต่ก็ควรใช้ในปริมาณที่พอเหมาะนะคะเพราะถ้าใช้เยอะเกินก็จะทำให้สิ้นเปลืองโดยใช่เหตุค่ะ สำหรับคนที่ชอบความสะดวกก็อาจเลือกใช้ชนิดสำเร็จรูป เช่น ซีรั่มหรือครีมก็ได้ค่ะ
วิธีใช้ ผง arbutin แค่ตักผงอาร์บูตินประมาณ 1 เมล็ดถั่ว ใส่ไว้ในอุ้งมือ แล้วละลายด้วย ซีรั่มหรือเจลบำรุงผิวหรือครีมบำรุงผิวประมาณเหรียญห้าสิบสตางค์ (กะเอาก็ได้ค่ะให้พอดีกับใบหน้าและลำคอ) แล้วจึงคนให้ผงแตกตัวละลายจนหมด แล้วจึงใช้ทาบำรุงผิวหน้า

3.บำรุงผิวตอนกลางคืน ให้ขาวใสเด้งอมชมพู เนียนละเอียดด้วยวิตามินซี (Vitamin C-PMG) และ วิตามินบี3 (Vitamin B3 Niacinamide )

วิตามินซี นั้นมีหลายเกรดนะคะ ที่มีคุณภาพสูงชนิดเกรดA เช่น Vitamin C-PMG , AA2G , ENB วิตามินซี ที่มีคุณภาพสูงจะมีความเสถียรสูงและไม่เสื่อมหรือสลายได้ง่าย ข้อดีของวิตามินซีนั้นมีหลายอย่างค่ะ เช่น เป็นสารปรับผิวขาวได้อย่างมีประสิทธภาพ เป็นสารต้านอนุมูลอิสระได้ดี ทำให้ผิวเต่งตึง ผิวหน้าเรียบเนียน รูขุมขุนกระชับและเล็กลง ช่วยให้ผิวหน้าที่ไร้ความมัน และยังช่วยป้องกันอันตรายจากรังสี UV สามารถลดการเกิดเม็ดสีเมลานินที่ผิวได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะยิ่งเพิ่มประสิทธิภาพให้สูงขึ้นโดยใช้ร่วมกับวิตามินบี3 การเลือกใช้วิตามินบี3 นั้นควรเลือกชนิดที่เป็น(Vitamin B3 Niacinamide ) เพราะมีประสิทธิภาพสูงในการปรับผิวกระจ่างและมีอนุพันธ์ที่เล็กมาก อีกทั้งยังช่วยเพิ่มอัตราการผลัดตัวของเซลล์ผิวเก่าจึงทำให้ผิวแลดูขาวกระจ่างใสขึ้นและยังช่วยลดจุดด่างดำได้ดี และอีกเช่นเคยค่ะแนะนำให้ใช้แบบเข้มข้นหรือเป็นชนิดผงสกัด เพราะช่วยประหยัดได้และสามารถใช้ได้นานเนื่องการใช้แบบนี้จะใช้ในปริมาณทีน้อยแต่เต็มไปด้วยประสิทธิภาพ และมีข้อดีอีกอย่างคือจะได้ความสดใหม่ของวิตามินที่ใช้ทุกครัง

วิธีใช้ วิตามินซี (Vitamin C-PMG) และ วิตามินบี3 (Vitamin B3 Niacinamide )
ตักผงVitamin C +Vitamin B3 (ควรใช้ในปริมาณน้อยนะคะ) รวมกันประมาณ 1 เมล็ดถั่ว ใส่ไว้ในอุ้งมือ แล้วละลายด้วย ซีรั่มหรือเจลบำรุงผิวหรือครีมบำรุงผิวประมาณเหรียญห้าสิบสตางค์ (กะเอาก็ได้ค่ะให้พอดีกับใบหน้าและลำคอ) แล้วจึงคนให้ผงแตกตัวละลายจนหมด แล้วจึงใช้ทาบำรุงผิวหน้า

กลูต้ากับผิวขาว ทางเลือกที่ดีหรือกับดักสำหรับคนอยากขาว

October 5th, 2011

การที่สีผิวไม่สม่ำเสมอนั้นมีปัจจัยออยู่หลายสาเหตุเช่น แสงแดด ความเครียด มลพิษต่างๆโดยเฉพาะจากควันเสียรถยนต์ อายุที่เพิ่มขึ้น ฯลฯ ดังนั้นกลูต้าไทโอนจึงเป็นทางเลือกที่คนให้ความสนใจเพราะมีทั้งโฆษณาตามสื่อต่างๆโหมกระพือถึงข้อดีของสารชนิดนี้ ทั้งๆที่จริงแล้วกลูต้าไทโอนนั้นมีอยู่ในร่างกายของคนเราพบมากโดยเฉพาะในเซลล์ตับ ทำหน้าที่ต้านอนุมูลอิสระ กลูต้าไทโอนมีทั้งที่อยู่ในรูปของเอนไซม์ เช่น superoxide dismutase , catalase และพวกที่ไม่อยู่ในรูปเอนไซม์ เช่น Vitamin-C , Vitamin-E , Glutathione ที่จริงแแล้วการใช้สารกลูต้าไทโอนไม่ได้เป็นเรื่องที่น่ากลัวหรืออันตรายแต่อย่างใด หากใช้ในปริมาณที่พอเหมาะ แต่อาจเป็นโทษมหันต์หากใช้ในปริมาณที่มากเกินเพียงแค่หวังผลกับคำว่า ” ขาวใส อมชมพู ”

กลูต้าไทโอน(Glutathione)มีอยู่3รูปแบบในการใช้ในปัจจุบันนี้

1.แบบฉีด ขาวใส อมชมพู แบบเห็นผลเร็วที่สุดแต่ไม่ได้ขาวแบบถาวร ต้องฉีดหลายครั้งและต่อเนื่อง และต้องฉีดเข้าเส้นเลือดหรือฉีดเข้ากล้ามเนื้อ และจำเป็นต้องได้รับคำแนะนำหรืออยู่ในความดูแลของ
แพทย์ที่มีความรู้ความชำนาญโดยเฉพาะ และหลังจากฉีดเสร็จหมอจะแนะนำให้กินยาต่อเพื่อช่วยไม่ผิวกลับสู่สภาพเดิม

2.ชนิดรับประทาน โดยทั่วไปมักจะรับประทานควบคู่กับ Vitamin-C เพื่อให้เห็นผลที่ชัดเจนขึ้น แต่มีปัจจัยที่ต้องพิจารณาเรื่องปริมาณของสารกลูต้าที่ต้องรับประทานไม่ควรเกิน 1000 มิลลิกรัมในแต่ละวัน /น้ำหนักตัว

3.ชนิดทาลงบนผิว ครีมทาบำรุงผิวโดยทั่วไปที่มีส่วนผสมของสารกลูต้ามักนิยมใช้ร่วมกับครีมกันแดดหรือผสมสารกันแดด
เมื่อมีข้อดีก็ต้องมีข้อเสีย สาวๆหนุ่มๆที่อยากขาวใสแบบด่วนพิเศษ ควรศึกษาข้อมูลให้ละเอียดก่อนการตัดสินใจใช้สารชนิดนี้ เพราะกลไกการออกฤทธิ์ของสารกลูต้าไทโอนนั้นจะทำให้เซลล์สร้างเม็ดสีที่ผิวหนังทำงานลดลงทำให้ผิวขาวขึ้นได้ แต่เป็นแค่ผลข้างเคียงของการใช้สารชนิดนี้ที่ทำให้ผิวขาวขึ้น ซึ่งก็คงถูกอกถูกใจของคนที่อยากขาวตามกระแสนิยมหรือขาวอินเทรนแบบเกาหลี ญี่ป่น แต่เมื่อเลิกใช้สารชนิดนี้เมื่อไรก็ตาม เม็ดสีผิวจะทำงานตามปกติและสีผิวเราก็จะกลับไปเป็นเหมือนเดิม