กรดเรทิโนอิก( Retinoic ) หรือที่รู้จักกันในชื่อว่า”กรดวิตามินเอ ” ที่จริงแล้วกรดวิตามินเอนั้นไม่ได้เป็นสารต้องห้ามแต่อย่างไดนะคะ แต่มีสถานะเป็นยาไม่ใช่เครื่องสำอาง และเป็นยาที่ต้องควบคุมความเข้มข้น ส่วนมากแล้วคนที่ใช้สารชนิดนี้มักจะมีปัญหาสภาพผิวหน้าไม่สดใส ผิวหน้ามันหมองคล้ำ รูขุมขนกว้าง มีจุดด่างดำ สิวบุก ทั้งสิวอุดตัน สิวอักเสบ สิวเสี้ยน สรุปถ้ามีปัญหาแบบนี้ก็เข้าสมาคมได้เลยค่ะ
ที่จริงแล้วกรดวิตามินเอนั้นก็มีข้อดีหลายอย่างค่ะ แต่ก็มีข้อเสียหรือผลข้างเคียงด้วยเช่นกัน กรดวิตามินเอ มีคุณสมบัติในการลดริ้วรอยเส้นเล็กบนใบหน้าผิวจะเรียบเนียนขึ้นช่วยให้หน้าขาวขึ้นด้วย และกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนในชั้นผิวได้เป็นอย่างดี ช่วยรักษาอาการผิดปกติที่ต่อมไขมันลดการสร้างน้ำมันในชั้นผิวซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดสิว เราจะเห็นว่าครีมที่ใช้รักษาสิวที่มีส่วนผสมของกรดวิตามินเอนั้น มีขายอยู่มากมายตามร้านขายยา และมีหลากหลายยี่ห้อ ยกตัวอย่างเช่น เรตินเอ (Retin-A)ส่วนความเข้มข้นก็จะอยู่ที่ 0.025% และ 0.05% ตามลำดับ แต่กว่าที่ใบหน้าจะขาวใสไร้สิวมาบุกนั้นมันต้องผ่านระยะทำใจก่อนนนะคะ เพราะการใช้กรดวิตามินเอนั้นมีผลข้างเคียงค่ะ คือในช่วงระยะแรกๆที่ใช้สารชนิดนี้สภาพผิวหน้าจะแห้งลอกรุนแรงอาจเป็นขุยหรือเป็นแผ่น อาจจะเกิดผลข้างเคียงคือทำให้มีอาการเหมือนแพ้แดดในบริเวณที่ทา ร้อนและแสบหน้าเวลาโดนแดด ดังนั้นจึงจำเป็นต้องใช้ครีมกันแดดปกป้องผิวอย่างสม่ำเสมอเพราะผิวจะไวต่อแสง เนื่องจากกรดวิตามินเอนั้นสลายตัวได้ง่ายโดยเฉพาะกับแสงแดด ดังนั้นจึงควรใช้ทาผิวในเวลกลางคืนก่อนนอนเท่านั้น ที่สำคัญในช่วง1-2 สัปดาห์แรกที่ใช้จะเกิดอาการสิวเห่ออย่างแรงค่ะ หน้าลอกแดงแห้งเป็นขุย สักระยะหนึ่งอาการเหล่านี้ก็จะทุเลาลงไปเอง การใช้สารชนิดนี้ไม่ควรใช้ต่อเนื่องยาวนานนะคะ ระยะเวลาในการรักษาใช้ระยะเวลาประมาณ 10 สปดาห์ ควรหยุดใช้เมื่อสภาพผิวดีขึ้นแล้ว แต่ก็ยังจำเป็นต้องใช้ครีมกันแดดอย่างต่อเนื่องนะคะ
ถึงแม้ว่ากรดวิตามินเอจะไม่เป็นอันตรายและมีข้อดีมากกว่าข้อเสียก็จริงค่ะ แต่สำหรับบางคนอาจไม่ค่อยชอบใจนักเพราะว่าหน้าเยินก่อนสวย แถมยังแต่งหน้าทาแป้งไม่ได้ในช่วงที่รักษาด้วยสารชนิดนี้ มีทางเลือกทดแทนค่ะ คือ วิตามินซี(Vitamin-C) ลองพิจารณาชนิดที่คุณภาพสูงเช่น Vitamin-C PMG ,AA2G,ENB เพราะวิตามินซีนั้นมีหลายเกรดนะคะต้องเลือกใช้ที่คุณภาพสูงค่ะถึงแม้ราคาจะสูงไปนิดแต่รับรองว่าคุ้มค่าแน่นอน เพราะวิตามินซีนั้นมีข้อดีหลายอย่าง เช่น ลดการเกิดสิว ลดการทำงานของต่อมใขมันได้ดี เป็นสารปรับผิวขาวที่ปลอดภัย ไม่ทำให้เกิดอาการระคายเคืองเช่นไม่ลอกไม่แดงไม่ทำให้ผิวไวต่อแสง และจะยิ่งเสริมประสิทธิภาพถ้าหากใช้ร่วมกับวิตามินบี3 (Vitamin-B3) ถ้าเป็นชนิดNiacinamide จะยิ่งดีมากๆเลยค่ะ
เอาละสาวที่ชอบเสี่ยงและชอบความขาวแบบด่วนพิเศษ ลองหันใบหน้างามๆมาฟังทางนี้กันหน่อยจ้า มาทำความรูจักสารไฮโดรควิโนนกันหน่อยนะ ว่ามันเป็นยังไง และเมื่อรับรู้แล้วจะตัดสินใจใช้ต่อไปหรือหยุดใช้ก็เลือกกันเอาเองนะคะ สารไฮโดรควิโนนมีฤทธิ์ยับยั้งการสร้างเม็ดสี จะทำให้เซลสร้างเม็ดสีตาย และเกิดผิวเป็นด่างขาวหรือเป็นฝ้าถาวร ทำให้เกิดการระคายเคืองหรือมีอาการผื่นผิวหนังอักเสบ มีผลข้างเคียงทั้งฉับพลันและสะสมถ้าใช้ไม่นานมักจะมีอาการหน้าแดงหรือแสบร้อน แต่ถ้ายิ่งใช้ไปนานๆใบหน้าก็จะก็จะยิ่งดำเข้มมากขึ้นหรือเกิดจุดด่างขาวประปราย ขอย้ำนะคะว่าเป็นด่างขาวไม่ใช่กลากเกลื้อน เพราะบริเวณที่เป็นด่างขาวนั้นเซลล์เม็ดสีจะถูกทำลายออกไป คราวนี้ละขาวกระดำกระด่างลายเป็นตุ๊กแกไม่รู้ด้วยนะถ้ายังไม่หยุดใช้กัน แต่ถ้าอยากรู้ว่าครีมหน้าขาวที่ใช้อยู่นั้นจะมีสารไฮโดรควิโนนอยู่หรือไม่ มีวิธีทดสอบแบบง่ายๆมาฝากค่ะ ป้ายครีมต้องสงสัยลงบนกระดาษขาวหรือกระดาษทิชชู่ก็ได้ค่ะ แล้วจึงละลายผงซักฟอกเอาแบบเข้มข้นเลยนะคะ แล้วจึงนำไปหยดลงบนครีมทิ้งไว้สักพัก ถ้าครีมนั้นไม่เปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลก็แสดงว่าปลอดภัย แต่ถ้าครีมเกิดการเปลี่ยนสีเป็นสีน้ำตาล ให้สงสัยไว้ก่อนเลยค่ะว่ามีสารอันตรายผสมอยู่
ยืนยันว่าสารปรอททำให้ผิวขาวได้เร็วจริงๆค่ะ แต่เป็นแค่ช่วงแรกๆที่ใช้นะคะเรียกว่าผิวขาววอกเหมือนจูออนกันเลยทีเดียว แล้วถ้ายังไม่หยุดใช้ และดันทุรังใช้กันต่อไป ผลที่ตามมามีดังนี้ค่ะ สภาพภายนอกร่างกาย ผิวจะบางลงไปเรื่อยๆ โดนแสงแดดไม่ได้ ดำเร็วกว่าปกติ ปวดแสบปวดร้อน ทำให้เกิดการแพ้ ผื่นแดง ผิวหน้าดำ เกิดการอักเสบ ผิวลอกรุนแรง ต่อมาเป็นสภาพภายในร่างกาย เกิดการสะสมพิษจากสารปรอทภายในร่างกาย ทำให้ทางเดินปัสสาวะอักเสบและไตอักเสบ ฯลฯ
